ELICOS หรือ VET? เลือกคอร์สเริ่มต้นเรียนออสเตรเลียให้เหมาะ ลดความเสี่ยงวีซ่าตั้งแต่ก้าวแรก
- Chut N

- 23 ม.ค.
- ยาว 4 นาที
ตั้งแต่หลังปีใหม่ที่ผ่านมา หนึ่งในคำถามที่ทีม Hub 101 ได้รับเป็นประจำจากน้อง ๆ ที่สนใจสมัครเรียนออสเตรเลียคือ “ควรเริ่มจากเรียน ELICOS (ภาษา) ก่อนหรือไป VET (วิชาชีพ) เลยดี”คำถามนี้ไม่ได้มาจากแค่นักเรียนอย่างเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ปกครองของนักเรียนที่อยากวางแผนระยะยาวให้ลูกหลาน และวัยทำงานที่ต้องการข้อมูลชัดเจนเพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะพัฒนาทักษะของตัวเองไปทิศทางไหนดี หลายคนเคยศึกษาข้อมูลกันมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเลือกหลักสูตรและสถาบันยังไงให้เหมาะกับประวัติส่วนตัว งบประมาณ เป้าหมาย และสำคัญที่สุดคือลดความเสี่ยงเรื่องวีซ่า
เพื่อตอบคำถามนี้ให้หายข้องใจ ผู้เขียนเลยตั้งใจเขียน blog ครั้งนี้ในรูปแบบซีรี่ส์ 3 ตอน เพื่ออธิบายให้เห็นภาพรวมของทั้งหลักสูตรภาษาและวิชาชีพ รวมทั้งได้เปรียบเทียบความแตกต่างของทั้งสองหลักสูตร ไม่ว่าในแง่ความเหมาะสมของอายุผู้สมัคร ระยะเวลาเรียน เงื่อนไขการสมัครแบบแพคเกจ ไปจนถึงปัจจัยความเสี่ยงของวีซ่า ทั้งนี้ก็หวังว่าข้อมูลต่อไปนี้จะช่วยให้หลายคนสามารถตัดสินใจเลือกสมัครหลักสูตรที่เหมาะสมกับตัวเอง และเริ่มทำเรื่องสมัครเรียนต่อไปอย่างมั่นใจ
EP.1 — ELICOS หรือ VET? เลือกคอร์สเริ่มต้นผิด ชีวิตเปลี่ยน
สำหรับคนที่กำลังวางแผนเรียนต่อออสเตรเลีย นอกจากเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองเรื่องเรื่องเมือง และสถาบันแล้ว คำถามต่อไปก็น่าจะเป็น ควรเริ่มจาก ELICOS (เรียนภาษา) หรือ VET (วิชาชีพ) ดี หลายคนมองสองทางเลือกนี้ว่าต่างกันแค่เนื้อหาหลักสูตรที่เรียนระหว่างภาษาอังกฤษและเนื้อหาวิชาเรียนตามสายอาชีพ แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองหลักสูตรนี้ยังมีข้อแตกต่างในแง่อื่น ๆ อีกเยอะทีเดียว ไม่ว่าเงื่อนไขอายุและคุณสมบัติผู้สมัคร ตารางเรียน ค่าเรียน ระยะเวลาหลักสูตร ความหลากหลายของเนื้อหาหลักสูตร และความเหมาะสมในแง่ของวีซ่า เป็นต้น
รู้อย่างนี้แล้วก็มาดูกันทีละข้อว่า ข้อไหนแตกต่างกันยังไง
1- อายุ | กำหนดอายุขั้นต่ำ (แทบ)ไม่มีอายุสูงสุด but with a catch
เรื่องอายุเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดในการเลือกเรียนต่อออสเตรเลีย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง ELICOS และ VET แต่ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าแต่ละหลักสูตรกำหนดเงื่อนไขอายุไว้ยังไงบ้าง
ELICOS มีหลักสูตรให้เลือกหลากหลาย โดยหลักสูตรที่คนส่วนใหญ่รู้จักมากที่สุดคือ General English ซึ่งมักกำหนดอายุขั้นต่ำนักเรียนไว้ที่ 18 ปีขึ้นไป ทั้งนี้อาจมีบางสถาบันที่เปิดรับตั้งแต่อายุประมาณ 16 ปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกหลักสูตรภาษาอังกฤษอื่น ๆ อีกมากมายทั้งสำหรับนักเรียนอายุน้อย วัยเรียน และวัยทำงาน ซึ่งจะอธิบายโดยละเอียดในข้อต่อไป
ฝั่ง VET เองส่วนมากจะเริ่มต้นที่อายุประมาณ 18 ปีเนื่องจากหลายหลักสูตรต้องการวุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลายเป็นอย่างน้อย ยังไงก็ตามด้วยโครงสร้างของ VET ที่มีหลายระดับ ตั้งแต่ Certificate I, II, III, IV ไล่ไป Diploma จนถึง Advanced Diploma ทำให้ในบางกรณี หลักสูตรขั้นต้นอย่าง Cert I และ II อาจเปิดรับนักเรียนที่ยังอยู่ในช่วงมัธยมปลาย (อายุประมาณ 15-16 ปี) ก็ได้เหมือนกัน
มาถึงตรงนี้หลายคนเริ่มสงสัยแล้วว่า อ้าว เงื่อนไขก็คล้าย ๆ กันนี่ ไม่เห็นต่างกันตรงไหน ซึ่งคำตอบที่จริงใจคือ ใช่ค่ะ อายุไม่ใช่ข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดของการเลือกสมัครเรียน แต่อายุเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ในข้อต่อไปด้านล่างทั้งหมด ถือเป็นจุดเริ่มต้นการวางแผนสมัครเรียนเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าหลักสูตรที่เลือกสมัคร ซึ่งจะมีระยะเวลาต่างกัน แล้วจะเลือกเรียนอะไร มันเกี่ยวอะไรกับชีวิตเรา ณ วันนี้ และในอนาคต รวมไปจนถึงเรื่องความเสี่ยงวีซ่าด้วยนั่นเอง ว่าแล้วก็ไปข้อต่อไปกันเลย
2- ความหลากหลายของหลักสูตร | ELICOS และ VET มีตัวเลือกมากกว่าที่คิด
หลายคนยังคงเข้าใจผิดและเหมารวมไปว่า ELICOS คือ การเรียนภาษาภาษาอังกฤษอย่างเดียวแบบบ้านเรา ส่วน VET หรือสายวิชาชีพ คือ การเรียนแบบสบาย ๆ ไม่วิชาการเท่าไหร่นัก แต่ความจริงแล้วเนื้อหาของทั้งสองหลักสูตรมีความหลากหลายของสูงมาก มีตัวเลือกหลายรูปแบบทำให้สามารถเลือกให้เหมาะสมกับเป้าหมายของนักเรียนแต่ละคนได้อย่างชัดเจน
ELICOS ไม่ได้มีแค่ General English เท่านั้น แต่ยังมีหลักสูตรเฉพาะด้านอีกหลายหลักสูตร เช่น
General English สำหรับพัฒนาการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เหมาะกับทั้งคนที่มีพื้นฐานระดับเริ่มต้นจนถึงระดับกลาง มักมีกิจกรรมเสริมนอกตารางเรียน เช่น ทัศนศึกษา แคมปิ้ง ตลอดไปจนถึงการแข่งกีฬา และเฉลิมฉลองเทศกาลนานาชาติต่าง ๆ
Business English เน้นการใช้ภาษาในบริบทการทำงานและโลกธุรกิจ เช่น presentation การคุยโทรศัพท์ การเขียนอีเมล สรุปการประชุม เป็นต้น เหมาะสำหรับบัณฑิตจบใหม่เตรียมตัวก่อนเริ่มงาน หรือวัยทำงานที่ต้องใช้ภาษามากขึ้นในการเลื่อนตำแหน่ง
Academic English / EAP ทักษะฟังพูดอ่านเขียนเชิงวิชาการ เหมาะสำหรับเตรียมพร้อมก่อนเข้าเรียนระดับวิชาชีพ และ/หรือมหาวิทยาลัย
Exam Preparation เช่น IELTS, PTE, Cambridge หลักสูตรเตรียมสอบวัดระดับภาษา เรียนแบบกึ่งวิชาการ เน้นทำความคุ้นเคยกับแบบทดสอบแต่ละประเภท เทคนิคการทำข้อสอบ และการบริหารเวลาในการทำข้อสอบ
High School Preparation (HSP) / Primary School Preparation (PSP) หลักสูตรเฉพาะสำหรับนักเรียนที่วางแผนเข้าเรียนในระบบโรงเรียนออสเตรเลีย ไม่ว่าระดับประถมหรือมัธยม นอกจากเรียนภาษาแล้ว ยังเป็นช่วงปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมและสไตล์การเรียนรู้แบบใหม่ด้วย
Junior Program / Study Tour / Summer Program หลักสูตรระยะสั้นช่วงปิดเทอมสำหรับนักเรียนอายุต่ำกว่า 18 ปี เน้นเก็บประสบการณ์ใช้ภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับการเรียนรู้วัฒนธรรม
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะบางสถาบันยังมีเปิดสอนหลักสูตรภาษาเฉพาะเจาะจงไปแต่ละสายวิชาอีก เช่น English for Technology, English for Hospitality หรือแม้แต่ English for Communication เรียกว่ามีทางเลือกหลากหลายตอบโจทย์ได้ทั้งเด็กเล็ก วัยเรียน บัณฑิตจบใหม่ ไปจนถึงวัยทำงานที่มีเป้าหมายเฉพาะทาง
ฝั่ง VET เองก็มีทางเลือกแตกแขนงออกมาอีกไม่น้อย นอกจากจะมีหลายระดับคุณวุฒิ ตั้งแต่ Certificate I, II, III, IV, Diploma ไปจนถึง Advanced Diploma แล้ว ยังครอบคลุมหลายสาขา (คล้ายการเลือกคณะตอนเรียนปริญญาตรี) เช่น
Business & Management | ธุรกิจและการจัดการ รวมไปถึงการตลาด บริหารบุคคล บริหารโปรเจคท์
Hospitality & Commercial Cookery & Patisserie | ธุรกิจบริการ การโรงแรม ท่องเที่ยว การทำอาหาร และทำขนม
Early Childhood Education and Care | การดูแลและการศึกษาเด็กเล็กช่วงปฐมวัย
Individual Support & Community Services | การดูแลผู้ป่วย และผู้สูงอายุ
Automotive | วิศวกรรมยานยนตร์
Trade-related fields | งานช่างฝีมือทักษะสูง เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ช่างก่อสร้าง เป็นต้น
Creative Design | การออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ แฟชั่น อนิเมชั่น กราฟฟิก เกม เป็นต้น
Technology | เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ กรเขียนโปรแกรม เน็ตเวิร์กกิ้ง โค้ดดิ้ง เป็นต้น
รายชื่อด้านบนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรเท่านั้น ยังมีสาขาวิชาเฉพาะด้านอีกมากมาย ซึ่งแต่ละหลักสูตรจะเน้นการเรียนที่ผสมผสานทั้งวิชาการ และการลงมือปฏิบัติจริง ใครเรียนธุรกิจก็ลงมือพัฒนาโปรเจคท์พร้อมโอกาสเสนอนายทุนตัวจริง ใครทำงานออกแบบ ก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับลูกค้าชาวออสซี่ สายทำอาหารงานโรงแรมก็ได้ฝึกงานตั้งแต่เรียน เรียกว่าจะเลือกเรียนสายไหนก็จบมาได้ทั้งวุฒิทั้งประสบการณ์ หรือเผลอ ๆ ถ้าฝีมือดี อาจมีนายจ้างมาจีบไปทำงานตั้งแต่ตอนเรียนก็ได้
นอกจากนี้การเลือกเรียนหลักสูตร VET บางสาขาวิชายังมีข้อได้เปรียบเพิ่มเติมอื่น ๆ อีก เช่น เป็นสายงานขาดแคลนทำให้สมัคร Post-Study Work Visa เพื่ออยู่ต่อทำงานหลังเรียนจบได้ หรือ นักเรียน VET บางสายงานจะได้รับสิทธิชั่วโมงทำงานพาร์ทไทม์ถูกกฎหมายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้
เมื่อมองในภาพรวม จะเห็นได้ว่า ทางเลือกสมัครเรียนออสเตรเลียไมได้จำกัดแคบ ๆ เพียงสองทางเลือกว่า ELICOS และ VET เท่านั้น แต่มีทางเลือกหลากหลายที่สามารถปรับให้เข้ากับเป้าหมาย อายุ และโปรไฟล์ของผู้เรียนแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม ถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงแผนการเรียนต่อและการยื่นวีซ่าในระยะยาว
3- ระยะเวลาหลักสูตร | เรียนสั้นเรียนยาว ส่งผลถึงระยะเวลาวีซ่าและเงื่อนไขรับสมัคร
หลายคนมองข้ามอาจมองข้ามปัจจัยนี้ไป แต่ความยืดหยุ่นของระยะเวลาหลักสูตร ELICOS และ VET ค่อนข้างแตกต่างกัน ระยะเวลาของหลักสูตรนี้ถือว่าส่งผลกับทั้งวันเริ่มเรียน ค่าใช้จ่าย และการพิจารณาวีซ่าโดยตรง
ELICOS ถือว่ามีความยืดหยุ่นของระยะเวลาหลักสูตรมากกว่า เพราะค่าเรียนคำนวนเป็นรายสัปดาห์ และสามารถเริ่มเรียนได้ทุกวันจันทร์ หมายความว่านักเรียนเลือกสมัครรายสัปดาห์ได้เลย จะเริ่มสัปดาห์ไหน เรียนนานเท่าไหร่ก็ตามใจชอบ ขั้นต่ำของแต่ละโรงเรียนส่วนมากกำหนดไว้ที่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ และสูงสุดไม่เกิน 52 สัปดาห์ (ประมาณ 1 ปี)
ควมยืดหยุ่นนี้ทำให้ ELICOS เป็นที่นิยมของนักเรียนหลายกลุ่มหลายช่วงวัย น้อง ๆ บางคนลงเรียน ELICOS ระยะสั้นช่วงปิดเทอมหรือ summer program เพื่อ “ลองสนาม” ก่อนตัดสินใจสมัครเรียนต่อระยะยาว วัยทำงานบางคนก็เลือกเรียนระยะสั้นเพื่อพัฒนาภาษาในช่วงลางาน 1-2 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนักเรียนที่ลงเรียนภาษาเพื่อปรับพื้นฐานก่อนเข้าเรียนในโรงเรียน / VET / ปริญญา
ยังไงก็ตาม มีข้อยกเว้นของระยะเวลาหลักสูตร ELICOS อยู่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น หลักสูตรภาษาช่วงปิดเทอมอย่าง Junior Camps / Study Tours ที่มักมีกำหนดโปรแกรมชัดเจนทั้งวันที่และระยะเวลา ซึ่งเคสนี้เราก็ต้องสมัครตามเงื่อนไขของโปรแกรมกันไป อีกกรณีนึงคือหลักสูตรภาษาของมหาวิทยาลัย EAP ที่เปิดสอนสำหรับนักเรียนที่มีผลภาษายังไม่ถึงเกณฑ์ นักเรียนที่จะลงเรียนก็ต้องเรียนเป็นบล็อก ๆ ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ไม่ว่า 5-10-15-20 สัปดาห์
ความยืดหยุ่นของ ELICOS ที่อนุญาตให้นักเรียนกำหนดระยะเวลาเรียนเองได้นี้ถือเป็นข้อดี แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นดาบสองคมโดยเฉพาะในแง่ของวีซ่า ถ้านักเรียนเลือกเรียนภาษาอย่างเดียวเป็นระยะเวลานาน โดยไม่มีแผนต่อยอดหรือเหตุผลที่ชัดเจนรองรับก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในการพิจารณาวีซ่าได้ เป็นต้น
หันมาทาง VET กันบ้าง หลักสูตรแต่ละตัวจะกำหนดระยะเวลาไว้ชัดเจนตั้งแต่แรก สถาบันแต่ละแห่งที่เปิดสอนระดับวิชาชีพ ไม่ว่าสาขาวิชาไหน ระดับวุฒิอะไร ก็จะมีกำหนดตารางไว้ชัดเจน ส่วนมากแล้ว หลักสูตรระดับต่ำกว่า เช่น Cert I และ II ที่เปิดสอนค่อนข้างน้อยสถาบัน จะมีระยะเวลาสั้นกว่าหลักสูตรระดับที่สูงขึ้น โดยเฉลี่ยแล้ว Cert III, IV, Diploma และ Advanced Diploma จะมีระยะเวลาประมาณ 1 ปี จะมีบ้างบางสาขาวิชาที่ระยะเวลาต่างจากนี้ ทั้งนี้ขึ้นยู่กับการออกแบบตารางเรียนของแต่ละสถาบันอีกที แต่ไม่บวกลบจากนี้ไปซักเท่าไหร่ ยังไงสูงสุดต่อหลักสูตรก็ไม่เกิน 18 เดือน สำหรับวันเริ่มเรียนของ VET ก็จะมีกำหนดชัดเจนเช่นเดียวกัน เพราะเนื้อหาการเรียนของแต่ละวิชาต้องกำหนดการส่งงานละวัดผลด้วย ทั้งนี้มักจะมีเปิดรับทุกเทอม (3 เดือน) หรือทุกเดือน แล้วแต่ละสถาบันกำหนด
โดยภาพรวมแล้วการลงสมัครเรียน VET จะต้องมีการวางแผนที่เป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้แผนการเรียนดูต่อเนื่อง มีเป้าหมาย และสามารถอธิบายได้ง่ายในการสมัครวีซ่าว่าเรียนไปเพื่ออะไร
4- ความเสี่ยงด้านวีซ่า | ไม่ได้อยู่ที่คอร์ส แต่อยู่ที่เหตุผล
เวลาพูดถึงวีซ่านักเรียน หนึ่งในคำถามที่ทีม Hub 101 ได้ยินบ่อย ๆ คือ “เรียน ELICOS เสี่ยงกว่า VET มั้ย” หรือ “เลือกคอร์สไหนวีซ่าผ่านง่ายกว่า” คำตอบตรงไปตรงมาคือ วีซ่าไม่ได้ตัดสินกันที่ชื่อคอร์สแต่ดูที่เหตุผลในการเลือกเรียน และความสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับโปรไฟล์ของนักเรียนมากกว่า
สำหรับวัยทำงานที่เรียนจบมานานแล้ว ไม่ได้เป็นนักเรียนหรือบัณฑิตจบใหม่ การเลือกเรียน VET จะอธิบายเหตุผลได้ง่ายกว่าการเลือกเรียนภาษาเฉย ๆ ยิ่งโดยเฉพาะกรณีเลือกสาขาวิชาที่สอดคล้องกับประสบการณ์ทำงานเดิม แผนอาชีพในอนาคต หรือการ reskill / upskill เพื่อโอกาสเลื่อนตำแหน่ง และมีหลักฐานสนับสนุน ไม่ว่า หนังสือรับรองการทำงาน Job Offer หรือ career plan ในอนาคตก็ตาม
อีกประเด็นนึงที่ช่วยลดความเสี่ยงให้กับคนที่เลือกสมัคร VET คือ คนที่มีคุณสมบัติเข้าเรียน VET นั้นส่วนใหญ่มักมีพื้นฐานภาษาอังกฤษอยู่ระดับนึงแล้ว ถึงจะไม่ใช่ระดับเนทีฟ พูดคล่องปร๋อ แต่ก็ถือเป็นกลุ่มที่มีโอกาสพัฒนาไปเป็นแรงงานทักษะ (skilled labour) ในอนาคตได้ ซึ่งคนกลุ่มนี้นี่แหละกำลังเป็นที่ต้องการของออสเตรเลียและได้รับความสำคัญจากรัฐบาลออสเตรเลียมากกว่า
ขณะเดียวไม่ใช่ว่าวันทำงานจะสมัครภาษาไม่ได้เลย ยังสมัครได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องมีเหตุผลที่ชัดเจน รวมทั้งหลักฐานที่หนักแน่นและน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่เรียนจบมาแล้วหลายปี ไม่ได้มีผ่านเทรนนิ่งหรือลงเรียนอะไรมาเลยตลอดหลายปี จู่ ๆ จะมาสมัครเรียนภาษาแบบ standalone โดยไม่มีแผนต่อยอด เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาก็อาจตั้งคำถามได้ว่า ทำไมตัดสินใจมาเรียนภาษาช่วงนี้ เรียนแล้วจะใประโยชน์ยังไงกับหน้าที่การงานในอนาคต เรียนแล้วค่าใช้จ่ายจะคุ้มกับตอนกลับมาทำงานรึเปล่า เป็นต้น
ในทางกลับกันถ้าหลักสูตร ELICOS ที่ลงสมัครเป็นส่วนหนึ่งของ study plan ที่ต่อเนื่องก็จะช่วยอธิบายเหตุผลที่ลงสมัครได้สมเหตุผลมากขึ้น เช่น ลงเรียนเพื่อปรับพื้นฐานภาษาก่อนเข้าเรียน VET / เรียน Business English เนื่องจ่ากได้รับมอบหมายความรับผิดชอบใหม่ที่จำเป็นต้องใช้ภาษอังกฤษ เป็นต้น หากสามารถอธิบายความเชื่อมโยงของประโยชน์และหน้าท่การงานได้ขัดเจน (รวมทั้งมีหลักฐานสนับสนุน) ELICOS ก็ยังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและยอมรับได้
สำหรับกลุ่มนักเรียนอายุน้อย ไม่ว่าจะเป็นวัยประถม มัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย หรือบัณฑิตจบใหม่, กลุ่มนี้ถือว่ามีความยืดหยุ่นในการเลือกเส้นทางมากกว่าพอสมควร จะเริ่มจากเรียนภาษา (ELICOS) เพื่อปรับพื้นฐานก่อน แล้วค่อยต่อด้วย VET หรือแม้แต่ปริญญาทีหลังก็ยังได้ เพราะสอดคล้องกับช่วงวัยที่ถูกมองว่าอยู่ในช่วง “วัยเรียน” นั่นเอง
กล่าวโดยสรุปของข้อนี้ คือ ความเสี่ยงด้านวีซ่าไม่ได้อยู่ที่ว่าเลือกเรียน ELICOS หรือ VET แต่อยู่ที่ว่าคอร์สที่เลือกนั้นเชื่อมโยงกับชีวิต แผนการเรียน และอนาคตการทำงานของเราได้มากแค่ไหน ถ้าเหตุผลชัดเจน ออกแบบแผนการเรียนต่อเนื่อง และเลือกหลักสูตรที่เหมาะกับโปรไฟล์ ไม่ว่าจะเริ่มจากทางไหน โอกาสผ่านวีซ่าก็จะมีมากขึ้น
(BONUS) ELICOS + VET ทำไมต้องเลือกแค่หนึ่ง ถ้าสมัครพร้อมกันได้ทั้งสอง
อีกเรื่องที่หลายคนยังไม่ทราบคือ เราไม่จำเป็นต้องเลือกสมัคร ELICOS หรือ VET อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถเลือกสมัคร #แบบแพคเกจ ได้ด้วย การสมัครแบบแพคเกจนี้คือการสใครภาษาไปพร้อมกับวิชาชีพนั่นแหละ เรียกว่าเรียนกันยาว ๆ ไปเลย
การสมัครอพคเกจนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมในกลุ่มนักเรียนต่างชาติรวมทั้งนักเรียนไทยที่เดินทางไปเรียนออสเตรเลีย เพราะช่วยอธิบายเหตุผลและความตั้งใจในการสมัครเรียนได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่เริ่มทำเรื่องครั้งแรกไปจนถึงขั้นตอนวีซ่า นักเรียนสามารถใช้โอกาสชี้แจงได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวว่าทำไมต้องเริ่มจากการเรียนภาษา แล้วค่อยต่อยอดไปเรียนต่อสายวิชาชีพ ซึ่งมองแล้วต่างจากการสมัครเรียนแค่ภาษาไปก่อน แล้วเมื่อเรียนจบก็เปลี่ยนใจสมัครต่อวิชาชีพขึ้นมาซะอย่างนั้น อาจถูกตีความว่าเราเปลี่ยนแผนกลางทาง ทำไมจะขออยู่ต่อไปเรื่อย ๆ เข้าข่าย visa hopping รึเปล่า
นอกจากนี้การสมัครแบบแพคเกจยังช่วยลดความกดดันให้กับนักเรียนที่เดินทางไปเรียนต่างประเทศครั้งแรกด้วย ก่อนที่จะสมัครเรียนแพคเกจ นักเรียนต้องมีผลคะแนนภาษามาแล้ว ซึ่งโรงเรียนจะประเมินให้ว่าควรเรียนภาษาเพิ่มอีกกี่สัปดาห์จึงจะเข้าไปเรียนต่อในระดับ VET ได้ หมายความว่าเพื่อนในห้องเรียนภาษาก็จะมีพื้นฐานระดับเดียวกับเรา และถ้าเราตั้งใจเรียนไปตามลำดับ ก็จะสามารถพัฒนาทักษะขึ้นไปจนสามารถสื่อสารได้คล่องแคล่วขึ้น เรียนได้อย่างมั่นใจ คุยกับเพื่อนรู้เรื่อง และแม้แต่ออกไปทำงานพาร์ทไทม์ได้ในตำแหน่งที่ท้าทายขึ้นด้วยนั่นเอง นอกจากฝึกภาษาแล้ว ช่วงเรียนภาษาก่อนเข้าเรียน VET ยังถือเป็นช่วงเวลาปรับตัว พบเพื่อนใหม่ และทำความคุ้นเคยกับระบบการเรียนของออสเตรเลียด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้การเลื่อนชั้นไปเข้าเรียน VET เป็นไปอย่างราบรื่น
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องสมัครแบบแพคเกจ บางคนที่มีพื้นฐานภาษาแข็งแรงและเลือกสาขาวิชาที่สนใจมาแน่วแน่อล้ว อาจเลือกสมัคร VET ตรงเลยก็ได้ค่ะ
สรุปของอีพี 1 วันนี้ในหนึ่งประโยค คงจะเป็น เลือกจุดเริ่มต้นให้ถูก ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง
จากทั้งหมดที่เล่ามาจะเห็นได้ว่าการตัดสินใจเลือกระหว่าง ELICOS และ VET ไม่ได้มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน (No one size fits all answer) เพราะแต่ละหลักสูตรได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนแต่ละช่วงวัย แต่ละความต้องการ และแต่ละเป้าหมายที่หลากหลาย
ELICOS มีดีตรงความยืดหยุ่นของตารางเรียน มีตัวเลือกหลากหลาย มีหลักสูตรสำหรับคนที่มีพื้นฐานหลากหลายระดับ ตั้งแต่ปรับพื้นฐาน ทดลองเรียน หรือเตรียมตัวต่อยอดไปสู่การเรียนระดับที่สูงขึ้น ในขณะที่ VET เป็นหารเรียนที่จริงจังมากขึ้น เพราะต้องเตรียมความพร้อมผู้เรียนไปสู่โลกการทำงาน เหมาะกับคนที่มีเป้าหมายความก้าวหน้าด้านการงาน ต้องการวุฒิและทักษะด้านอาชีพที่นำไปใช้ได้จริง
ดังนั้นคำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ คอร์สไหนดีกว่า แต่เป็น คอร์สไหนเหมาะกับเราในตอนนี้ ไม่ว่าในแง่อายุ ประวัติการเรียน ประสบการณ์ทำงาน งบประมาณ และแผนชีวิตในอนาคต เพราะทุกอย่างจะต้องถูกเชื่อมโยงเป็นเหตุผลอย่างสมเหตุสมผลเมื่อสมัครวีซ่าค่ะ
แล้วควรเริ่มยังไงดี?
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มรู้สึกว่า “ทำไมมันไม่ง่ายเหมือนที่คิดเลย” ก็ต้องตอบตามความเป็นจริงว่า คิดถูกแล้วค่ะ :) เพราะการเลือกคอร์สเริ่มต้นคือรากฐานของทั้งแผนการเรียนและวีซ่าในระยะยาว และปัจจุบันนี้สถานทูตออสเตรเลียก็ให้ความสำคัญกับเรื่องเหตุผลในการเลือกสมัครเรียนแบบสุด ๆ ดังนั้นใช้เวลาในการวางแผนและเลือกหลักสูตรให้เหมาะสมก็ถือเ)นขั้นตอนการเตรียมตัวที่สำคัญไม่น้อยเลย
แต่ข่าวดีคือ น้อง ๆ ไม่จำเป็นต้องคิดทั้งหมดนี้คนเดียว เพราะ Hub 101 มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมช่วยวางแผนวิเคราะห์ประวัติการเรียการทำงาน ประเมินงบประมาณ ตลอดจนช่วยเปรียบเทียบตัวเลือกหลักสูตรและสถาบันที่เหมาะสมให้กับนักเรียนทุกคนตามความต้องการ
เอาล่ะค่ะ, อีพี 1 วันนี้จบลงเท่านี้ เพื่อน ๆ ที่สนใจอย่าลืมกดติดตาม Hub 101 ในช่องทางต่าง ๆ เพื่อไม่พลาดข้อมูลช่าวสารเกี่ยวกับการเรียนต่อและวีซ่าออสเตรเลีย รวมทั้ง อีพี 2 ที่จะตามมาเร็ว ๆ นี้น้า --
Tel: 081 441 8448
Line: hub101study
IG: hub_101_study
Tiktok: hub101study
.
#เรียนต่อออสเตรเลีย
#วีซ่านักเรียนออสเตรเลีย
#ต่อวีซ่าออสเตรเลีย
#วีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลีย
#เรียนต่อนิวซีแลนด์
#วีซ่านักเรียนนิวซีแลนด์




ความคิดเห็น